dairy home

พาส่อง Case Study! ถอดสูตรความสำเร็จกับนมออร์แกนิกเจ้าแรกของไทย Dairy Home

เชื่อได้ว่าหลายคนน่าจะรู้จักแบรนด์ Dairy Home กันเป็นอย่างดี เพราะแบรนด์นี้นับเป็นผู้บุกเบิกนมออร์แกนิกเจ้าแรกในประเทศไทย และเป็นผู้ผลิตนมที่มีนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง สำหรับ Dairy Home แบรนด์ผลิตภัณฑ์นมโคออร์แกนิกที่คนไทยรู้จักมายาวนานเกือบ 2 ทศวรรษ ธุรกิจผลิตน้ำนมขนาดเล็ก แต่สินค้าไม่เคยพอขาย ยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางเจ้าตลาดรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ ก่อตั้งโดย คุณพฤฒิ เกิดชูชื่น นั่นเอง

ย้อนกลับเมื่อสมัย 20 ปีที่แล้ว วงการโคนมของไทยยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับมากนัก เพราะหลายคนมองว่า นมของเกษตรกรไทยยังไม่ค่อยปลอดภัย และอาจมีสารปนเปื้อน ปัญหาตรงนี้ทำให้คุณพฤฒิ ที่มีประสบการณ์ในวงการโคนมมานาน อยากจะลุกขึ้นมาแก้ไขและพัฒนาให้น้ำนมของไทยได้รับการยอมรับมากขึ้น ซึ่งแรงบันดาลใจนี้เอง ที่ทำให้เขาหันมาก่อตั้ง Dairy Home ขึ้นมา

หัวใจหลักของการทำฟาร์มในแนวคิดของเขาคือ ต้องลดต้นทุนการผลิตให้น้อยที่สุด และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด คุณพฤฒิทดลองเลี้ยงวัวแบบธรรมชาติที่ฟาร์มของเขาเป็นแห่งแรก ก่อนชักชวนเกษตรกรในละแวกใกล้เคียงให้ลองเปลี่ยนมาใช้ระบบนี้ ทว่าในตอนแรกๆ แทบไม่มีฟาร์มไหนร่วมเดินไปกับเขาเลย เพราะการสวนกระแสโลกที่หมุนด้วยทุนนิยมไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด 

เมื่อเคยผลิตทีละเยอะๆ เพื่อป้อนให้กับตลาดที่หิวกระหาย การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องยาก ฟาร์มโคนมส่วนใหญ่ในตอนนั้นยังแข่งขันกันเพื่อเลี้ยงวัวให้ได้น้ำนมมากๆ แม่วัวที่ให้นมเยอะก็จะเป็นวัวที่มีชื่อเสียง และขายได้ราคา เมื่อเขาชวนให้เกษตรกรเปลี่ยนมาทำฟาร์มแบบธรรมชาติแล้วทำให้ผลผลิตลดลง คำถามที่ตามมาจากเพื่อนเกษตรกรคือ ‘ทำไมพวกเขาต้องทำแบบนั้น’ และมันใช้เวลานานเกินกว่าที่จะรอไหว 

 

เลี้ยงวัวแบบธรรมชาติให้นมน้อยแต่คุณภาพดี

จุดเปลี่ยนในชีวิตที่ทำให้คุณพฤฒิทุ่มเทกับการทำนมออร์แกนิกแบบสุดตัว เกิดขึ้นในราวปี 2545-2546 เมื่อไทยประกาศทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งมีผลทำให้นมจาก 2 ประเทศนี้เข้ามาตีตลาดเมืองไทยได้ง่ายขึ้นด้วยราคาที่ถูกกว่ามาก 

คุณพฤฒิเห็นว่าเกษตรกรรายเล็กอย่างเขาและคนอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงคงสู้ราคานมจากต่างประเทศไม่ได้ เพราะฉะนั้นทางเดียวที่พอจะทำได้คือเลือกสู้ด้วย “คุณภาพ” เขาจึงปรับรูปแบบธุรกิจ ด้วยการวางตำแหน่งของ Dairy Home ให้มีภาพลักษณ์การเป็นนมออร์แกนิกที่ชัดเจนขึ้น สอดคล้องกับกระแสรักสุขภาพที่เริ่มมาทีละนิดในสังคมไทย

โจทย์ที่คุณพฤฒิต้องแก้ให้ได้คือ ทำอย่างไรให้ธุรกิจนมออร์แกนิกของเขาอยู่รอด ขณะเดียวกันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรายอื่นก็ต้องอยู่รอดด้วย 

การจะเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรให้มาเลี้ยงวัวออร์แกนิกไม่ใช่เรื่องง่าย คุณพฤฒิ เผยว่า พยายามเอาข้อเท็จจริงมาบอกกล่าวกัน ยกตัวอย่างเช่น วัวกินอาหารในฟาร์ม 50 เปอร์เซ็นต์ อาหารเสริม อาหารเร่งอีก 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้วัวมีน้ำนมมากขึ้น แต่เนื่องจากเต้านมวัวมีพื้นที่จำกัด ใส่นมได้เต็มที่ 20 ลิตร เมื่อเจออัดอาหารมากๆ ร่างกายสร้างน้ำนมมากจนล้น เป็นเหตุให้เกิดโรคเต้านมอักเสบ การเลี้ยงแบบออร์แกนิก คือการให้วัวกินอาหารตามธรรมชาติ หญ้าต้องปลอดสารเคมี แล้วค่อยเสริมด้วยอาหารข้น ซึ่งข้อดีก็คือวัวแข็งแรง น้ำนมเข้มข้น เต็มไปด้วยวิตามิน โปรตีน และไขมัน รสชาติอร่อย ส่วนข้อเสียคือปริมาณนมลดลง จากปกติวัว 1 ตัว ให้นม 20 กิโลกรัม เลี้ยงระบบออร์แกนิก นมลดลงเหลือ 12 กิโลกรัม แต่สิ่งที่ยั่งยืนและเห็นผลชัดเจนคือ กำไรเพิ่มขึ้นจากต้นทุนค่าอาหาร ค่ายา เกษตรกรไม่ต้องเสียเงินซื้อ อายุขัยเฉลี่ยวัวเพิ่มขึ้นจาก 8 ปี เป็น 15 ปี วัวใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ป่วยน้อยลง

เพื่อพิสูจน์แนวคิดของเขา คุณพฤฒิจึงทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อพิสูจน์ว่าวัวนมที่เลี้ยงแบบปล่อยนั้นจะผลิตน้ำนมที่มีประโยชน์จริงๆ จนทำให้ Dairy Home มีนม Grass fed ซึ่งเป็นนมจากแม่วัวที่เลี้ยงแบบปล่อยให้กินอาหารในทุ่งหญ้าเป็นหลัก และลดอาหารเสริมให้น้อยลงที่สุด ดังนั้น เมื่อวัวได้กินอาหารที่เหมาะสมตามธรรมชาติ ก็จะทำให้วัวมีความสุข และสุขภาพดี ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ น้ำนมมีคุณภาพดี สารอาหารเยอะ และรสชาติอร่อย

 

ฟาร์มโคนมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Dairy Home เป็นหนึ่งในนมไม่กี่แบรนด์ที่ติดฉลากคาร์บอน ซึ่งเป็นฉลากที่ได้รับการรับรองว่าผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  

คุณพฤฒิเล่าให้เราฟังว่ากลุ่มคนดื่มหลักๆ ยังเป็นผู้ใหญ่ที่ตระหนักเรื่องสุขภาพ อาจเป็นคุณแม่ที่ซื้อนมให้ลูกดื่ม แต่ในปัจจุบันที่ความต้องการนม Dairy Home เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเองเชื่อว่านั่นเป็นเพราะคนรุ่นใหม่เริ่มตระหนักเรื่องสุขภาพ และเรื่องสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น  

“เราไม่ได้ต้องการทำให้ผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น เราแค่ต้องการของคุณภาพที่มีปริมาณพอเหมาะเท่านั้นเอง ทุกวันนี้นมในตลาดโลกมันลดลง เพราะอุตสาหกรรมทำให้นมกลายเป็นสินค้า commodity ที่ไม่ได้มีราคาแตกต่างกันมาก ถ้าเอาราคาเป็นเกณฑ์นม Dairy Home ก็ไม่มีทางสู้ใครได้ เพราะมันไม่ได้ถูกกว่าใครเลย แต่ถ้าเป็นคนที่ตระหนักเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เขาจะรู้สึกว่าถึงราคาสูงหน่อย แต่มันจะดีต่อเขาและสิ่งแวดล้อม” 

นอกจากนั้นแล้ว ภาชนะบรรจุซึ่งเป็นขวดแก้ว เราก็นำกลับมาใช้ใหม่ ขวดแก้วของเราไม่ใช่ขวด single used (ใช้แล้วทิ้ง) แต่เป็นขวดที่เราเรียกกลับคืนจากลูกค้า เราต้องการให้ลูกค้าส่งคืนขวดให้เรา เพราะทุกขวดมีราคา ถ้าลูกค้าเก็บมาคืน เราก็มีเงินคืนให้ ขวดใหญ่ให้ใบละ 5 บาท ขวดเล็กให้ 1 บาท แต่ก่อนคืน ต้องล้างให้สะอาดก่อน วิธีการล้างก็เหมือนกับการล้างจาน หลังจากนั้น Dairy Home จะล้างอีกครั้งหนึ่งแล้วฆ่าเชื้อใหม่ อายุการใช้งานของขวดแก้วสามารถใช้หมุนวนซ้ำได้ถึง 20 ครั้ง ก่อนทิ้งก็ถือว่าได้ใช้จนคุ้มแล้ว และวิธีนี้ช่วยลดขยะพลาสติกได้จำนวนมากอีกด้วย

สุดท้ายคือ เรื่องการบำบัดน้ำเสีย เราเป็นโรงงานที่ไม่มีน้ำเสียทิ้งเลย เราแยกน้ำเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ น้ำที่ปนเปื้อนนมในปริมาณมาก เราจะแยกไว้ อีกส่วนคือ น้ำที่ปนเปื้อนนมน้อยๆ ก็คือน้ำทิ้งเหมือนโรงงานใหญ่ๆ เป็นน้ำที่เราล้างอุปกรณ์ ภาชนะ เครื่องจักร น้ำที่ปนเปื้อนนมไม่มาก เป็นน้ำสีขุ่นขาวจางๆ น้ำส่วนนี้เราทำระบบส่งไปสเปรย์แปลงหญ้าเลย หญ้าเขียวชอุ่มมาก เพราะรดด้วยนมสด 

เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าจากน้ำเสียสามารถแปรรูปไปเป็นนมใหม่ก็ได้ ผ่านกระบวนการทำให้เป็นหญ้า แล้วก็นำหญ้าไปเลี้ยงวัวนั่นเอง ส่วนเรื่องขยะยิ่งไม่ต้องพูดถึง ขยะที่นี่เป็นเงินเป็นทอง เพราะเรายกให้พนักงานเป็นคนดูแล เก็บ คัดแยก แล้วก็ขาย ขายแล้วนำรายได้เข้ากองทุนสวัสดิการ ไว้ใช้สอยในเรื่องที่เขาอยากจะทำ นำไปทำบุญบ้าง ทำ CSR บ้าง หรือใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ต่างๆ ตามต้องการ

ตลอด 20 ปี คุณพฤฒิยังคงทำงานอย่างหนัก อีกทั้งในปี 2030 เขายังตั้งใจให้นมจากฟาร์มของเขาเป็นนมแบบ carbon neutral หรือ นมที่ปลอดคาร์บอนไดออกไซด์ ตามนโยบายขององค์การสหประชาชาติ (UN: United Nations) ที่ต้องการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ อันเป็นที่มาของภาวะโลกร้อน  

นอกจากหวังจะได้เห็นชีวิตของเกษตรกรที่ดีขึ้น ระบบนิเวศที่สมบูรณ์อันเป็นที่มาของนมคุณภาพดีให้คนได้ดื่มแล้วเขายังหวังอีกว่านี่จะเป็นโมเดลธุรกิจเล็กๆ ทางเลือกใหม่ที่แสดงให้ว่าแม้เราจะเดินอยู่ในกระแสของทุนนิยม แต่การเกษตรนั้นสามารถพัฒนาควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมได้ อีกทั้งยังให้ผลผลิตดีๆ กลับมาอีกด้วย 

สำหรับใครที่สนใจให้เราช่วยทำการตลาดในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนมแต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อบริษัท HelloAds มาได้เลย

ติดต่อขอคำปรึกษาฟรี! ให้เราช่วยธุรกิจของคุณ ให้ลูกค้ารู้จักคุณ

เพิ่มยอดขาย ก้าวสู่การตลาดในโลกออนไลน์ เพราะเรามั่นใจ ว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจคุณ เติบโตบนโลกดิจิตอลได้อย่างแท้จริง

Share this post

บทความที่เกี่ยวข้อง