คำตอบสั้น: การตลาดจีน คือการทำการตลาดที่ออกแบบมาสำหรับผู้บริโภคชาวจีนโดยเฉพาะ ซึ่งใช้แพลตฟอร์มคนละชุดกับตลาดตะวันตก เพราะ Google, Facebook, YouTube และ Instagram เข้าถึงไม่ได้ในจีน แบรนด์จึงต้องสื่อสารผ่าน Xiaohongshu, Douyin, WeChat, Weibo, Baidu และ Dianping แทน โดยมี KOL/KOC เป็นกลไกสร้างความน่าเชื่อถือหลักก่อนผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ
บทความนี้สรุปภาพรวมตลาดจีน เทรนด์ผู้บริโภค กลุ่มธุรกิจไทยที่ไปได้ และแพลตฟอร์มที่ต้องรู้จักก่อนเริ่มต้น พร้อมตารางเปรียบเทียบแพลตฟอร์มและคำถามที่พบบ่อยด้านล่าง
สาธารณรัฐประชาชนจีนหรือประเทศจีนที่หลายๆ คนรู้จักกันดีนั้นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกโดยพิจารณาจากค่า GDP ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการบริโภคของคนในประเทศมีความสำคัญในนโยบายอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ รัฐบาลจีนก็ยังคงรักษาการลงทุนและการผลิต ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี
แม้แต่มณฑลที่ใหญ่ที่สุดของจีนอย่างมณฑลกวางตุ้ง ยังมีค่า GDP ที่มากกว่าของแคนาดา หรือสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ก็มีขนาด GDP ที่เทียบเท่ากับประเทศเยอรมนีทั้งประเทศเลยทีเดียว
จะเห็นได้ว่าตลาดจีนนั้นเป็นตลาดที่ใหญ่มากๆ และมีมูลค่าที่สูง เป็นเหตุให้แต่ละแบรนด์ส่วนใหญ่ต่างก็อยากที่จะเข้าไปลงทุนค้าขายในตลาดจีน ไม่ว่าจะแบรนด์เก่าที่อยู่มานานต้องการขยายฐานลูกค้าในประเทศจีน หรือแม้แต่แบรนด์ใหม่ๆ ก็ตามที
ยาวไปอยากเลือกอ่าน
Toggleวิเคราะห์ตลาดจีนเพื่อเปิดโอกาสตีตลาดจีนให้ง่ายมากขึ้น
ในไตรมาส 4 ประจำปี 2022 ตัวเลข GDP ของจีนขยายตัว 2.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการขยายตัวที่ดีกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% ดังนั้น เพื่อสานต่อการขยายตัวของตลาดจีน รัฐบาลจีนจึงได้กำหนดเป้าหมายด้านเศรษฐกิจประจำปี 2022 ไว้ ดังนี้
- GDP ขยายตัวร้อยละ 5.5
- การสร้างงานใหม่มากกว่า 11 ล้านคน และอัตราการว่างงานจากการสำรวจไม่เกินร้อยละ 5
- CPI เพิ่มขึ้นร้อยละ 3
- รายได้ประเทศเติบโตในระดับเดียวกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน
- การค้าระหว่างประเทศมีเสถียรภาพและสามารถยกระดับคุณภาพสินค้าส่งออก
- สร้างความสมดุลของดุลการชำระเงินระหว่างประเทศในภาพรวม
- ปริมาณผลผลิตข้าวสารและธัญพืชเพิ่มขึ้นในระดับที่มากกว่า 6.5 แสนล้านกิโลกรัม
- ปริมาณการปล่อยมลพิษลดลงอย่างต่อเนื่อง
และจีนยังคงดำเนินตามแผนอุตสาหกรรมและนโยบายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพยายามจะจำกัดการเข้าถึงตลาดสำหรับสินค้านำเข้า ผู้ผลิตจากต่างประเทศ และซัพพลายเออร์หลายๆ เจ้าที่มาจากต่างประเทศ ในขณะที่รัฐบาลให้การสนับสนุนด้านกฎระเบียบที่สำคัญแก่อุตสาหกรรมในท้องถิ่น ผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบายที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นรัฐวิสาหกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริษัทต่างๆ ที่พยายามยกระดับห่วงโซ่คุณค่าทางเศรษฐกิจของจีน
จากเป้าหมายและแนวทางของจีนดังกล่าว เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ไทยจำเป็นที่จะต้องพัฒนาสินค้าที่ส่งออกไปจีน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ข้าวสาร และธัญพืชให้มีคุณภาพและตอบโจทย์อุปสงค์ของผู้บริโภคชาวจีน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านเศรษฐกิจของจีนประจำปี 2022 โดยเฉพาะการรักษาความมั่นคงด้านอาหาร ผลผลิตข้าวสารและธัญพืช ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ
ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลจะถูกลากยาวมาจนถึงปี 2023 ทำให้ยังคงเป็นโอกาสที่แบรนด์หลายๆ แบรนด์สามารถเข้ามาตลาดจีนได้ และสำหรับการจะส่งสินค้าไปขายในตลาดจีนนั้น ข้อมูลจาก “ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน” อธิบายถึงที่มาของการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือ CBEC ว่า รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเป็นการช่วยกระตุ้น ความต้องการบริโภคของชาวจีนในการซื้อสินค้าปลีกล็อตเล็กๆ จากต่างประเทศด้วยตนเองแบบถูกกฎหมาย เป็นการสร้างความมั่นใจได้ว่าสินค้าเป็นของแท้ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้นำเข้าที่เป็นตัวกลางในการกำหนดราคาผูกขาดตลาด ผูกขาดอำนาจการตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าแบบล็อตใหญ่จากต่างประเทศ ทำให้เหมาะสมอย่างยิ่งกับผู้ประกอบการไทยขนาดเล็กที่อยากจะชิมลางลองตีตลาดจีน แต่ไม่อยากลงทุนสูงนั่นเอง
ส่องเทรนด์ตลาดจีนที่น่าสนใจ สำหรับแบรนด์ที่ต้องการบุกตลาดจีนห้ามพลาด!
วันนี้ HelloAds เลยจะมาแนะนำเทรนด์ที่มาแรงในตลาดจีน เพื่อให้ทุกคนตัดสินใจได้ว่ากลุ่มเป้าหมายหรือผลิตภัณฑ์ของเราสามารถนำเทรนด์เหล่านี้มาปรับใช้เป็นแคมเปญโฆษณาได้หรือไม่ มาดู 4 เทรนด์ฮอตฮิตของตลาดจีนกันเลย นั่นก็คือ
-
เทรนด์เกี่ยวกับการนอน
ข้อมูลจาก iiMedia Research เผยว่าในหลายปีที่ผ่านมาตลาดของ Sleep Economy ในจีนจะมีมูลค่าที่เพิ่มสูงถึง 261,630 ล้านหยวน และมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมาถึง 417,320 ล้านหยวน ซึ่งตลาดจีนมีความต้องการสินค้าที่เกี่ยวกับการนอนเพิ่มขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ช่วยนอนหลับ อาหารเสริม เจลลี่นอนหลับ ของใช้บนเตียง หมอนยางพารา ที่อุดหูผ้าปิดตา เป็นต้น
-
เทรนด์เกี่ยวกับคนอ้วน
จากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ดีและการออกกำลังกายน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งในปี 2022 ที่ผ่านมามีจำนวนคนอ้วนและผู้ที่มีน้ำหนักเกินในจีนจะสูงถึง 226 ล้านคน จากจำนวนของคนอ้วนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมการลดน้ำหนักในประเทศจีนได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2022 ขนาดของอุตสาหกรรมลดน้ำหนักในประเทศจีนมีมูลค่าถึง 443,470 ล้านหยวน ผู้บริโภคชาวจีนมีความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับการลดความอ้วนเพิ่มขึ้น เช่น ยาลดน้ำหนัก อาหารลดน้ำหนัก ชาลดน้ำหนัก องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการลดน้ำหนัก เป็นต้น
-
เทรนด์คนโสด
จากข้อมูลของกระทรวงกิจการพลเรือนจีนเผยว่าในปี 2022 มีผู้ที่พักอาศัยคนเดียวประมาณ 100 ล้านคน ซึ่งชาวจีนที่อาศัยอยู่คนเดียวมีความต้องการบริการและผลิตภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยดังกล่าวได้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมา เช่น ธุรกิจสัตว์เลี้ยง เครื่องใช้ไฟฟ้า ภายในบ้านอัจฉริยะ ผลิตภัณฑ์เสมือนจริงและอาหารสำเร็จรูป เป็นต้น
-
เทรนด์การ Live Streaming
จาก “รายงานสถิติเกี่ยวกับการพัฒนาอินเทอร์เน็ตในครั้งที่ 48” ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2022 มีบัญชีผู้ใช้บริการการ Live Streaming ในจีนรวม 469 ล้านบัญชี ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 204 ล้านบัญชีเมื่อเทียบช่วงเดียวกันจากปีก่อน จากข้อมูลแสดงได้เห็นว่า ขนาดตลาดการ Live Streaming ในจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีมูลค่าสูงถึง 3,000,000 ล้านหยวนเลยทีเดียว
4 ธุรกิจส่งออกต่างประเทศของไทยที่นิยมในตลาดจีน
สำหรับธุรกิจในประเทศไทยนั้นได้รับความนิยมจากประชากรชาวจีนเป็นจำนวนมาก เห็นจากสถิติการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยของผู้คนชาวจีนนั้นเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนถือได้ว่าเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจในประเทศไทย ส่งผลให้ธุรกิจในประเทศไทยได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน โดย 4 อันดับแรกของธุรกิจในประเทศไทยที่ได้รับความนิยมในประเทศจีน คือ
- ผลไม้อบแห้งต่างๆ โดยคนจีนส่วนใหญ่นั้นชื่นชอบและต่างๆ ก็ซื้อผลไม้อบแห้งจากประเทศไทยกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากคนจีนชื่นชอบขนมขบเคี้ยวจากไทย ด้วยความเป็นไทยที่คนจีนชื่นชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บวกเข้ากับรสชาติที่มีเอกลักษณ์ หาไม่ได้ในเมืองจีน แถมยังตอบโจทย์เรื่องการดูแลสุขภาพด้วย สินค้าขนมและของทานเล่นจากไทย จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดจีน
- เครื่องสำอาง สกินแคร์ เนื่องจากอิทธิพลของดารา นักแสดง และนักร้องในประเทศไทยที่ดังไกลถึงประเทศจีน ทำให้สินค้ากลุ่มนี้เป็นที่นิยมเป็นพิเศษต่อวัยรุ่นจีนที่ชื่นชอบและติดตามคนดังของประเทศไทย จนทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่มักจ้างดาราวัยรุ่นในไทยนั้นมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในประเทศจีน
- ยาของไทยเป็นที่นิยมมานานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในหมู่คนจีน โดยเฉพาะกับยาหม่อง ยาอมแก้เจ็บคอ ยาแก้ไอ หรือแม้แต่ยาดมยี่ห้อต่างๆ ซึ่งความนิยมที่ของคนจีนที่มีต่อยาไทยนั้นไม่ลดลงเลยแม้ว่าจะผ่านมาหลายปี กลับมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
- หมอนยางพารา คนจีนมีความเชื่อว่าหมอนยางพาราจากไทย คือสินค้าที่มีคุณภาพดีเยี่ยม แล้วได้รับการบอกต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นเลยก็ว่าได้ จนหมอนยางพาราจากไทยมักจะขายดิบขายดีมากที่จีนตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน
อยากบุก ‘ตลาดจีน’ ต้องรู้จักแพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้ให้ดี
ตลาดจีนถือเป็นตลาด E-commerce ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ ซึ่งตลาดอีคอมเมิร์ซของจีนนั้นเต็มไปด้วยโอกาสที่ไม่รู้จบ ไม่ว่าจะต้องการขยายธุรกิจปัจจุบันของคุณออกไปยังตลาดจีนหรือต้องการที่จะเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในตลาดจีน สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ต้องเข้าใจแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีนเหล่านี้
-
Weibo
เป็นแพลตฟอร์มเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน ซึ่งมีผู้ใช้งานกว่า 400 ล้านคน นับว่าเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลอันดับ 1 ในจีนเลยก็ว่าได้ คนจีนใช้ Weibo เป็นโซเซียลมีเดียหลัก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นจีนในช่วง Gen Y และ Gen Z ที่มักจะติดตามศิลปินหรือไอดอลที่ตนเองชื่นชอบ โดย Weibo เป็นที่แบรนด์จะใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดจีนได้ และความน่าสนใจแพลตฟอร์มนี้ คือการโปรโมตที่เน้นกลุ่มคนดังเป็นหลัก ทำให้มีอิทธิพลทาง สูง และสามารถสร้างกระแสแบบปากต่อปาก ทำให้สามารถเข้าถึงแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว
-
Baidu
เป็นผู้ให้บริการซอฟแวร์ และเสิร์จเอนจิ้นรายใหญ่ของจีน มีลักษณะคล้ายคลึงกับบริการของ Google ที่คนจีนในประเทศส่วนใหญ่นั้นนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
-
Wechat
เป็นแพลตฟอร์มไว้สำหรับแชทหากันของคนจีน ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านคน แม้กระทั่งบริษัทต่างๆ ก็ใช้ในการคุยงานกัน เพราะวิธีการเชิญผู้คนให้เข้าร่วมแชทนั้นสะดวกสบายมาก และยังสามารถทำได้ง่ายๆ โดยใช้รหัส QR Code ซึ่งนับว่าเป็นแอปที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของคนจีนทุกรุ่นเลยก็ว่าได้
-
ติ๊กต๊อกจีน (TikTok จีน) หรือ Douyin
เป็นแพลตฟอร์มสัญชาติจีน ด้วยความโด่งดัง และเป็นที่นิยมของชาวจีนทำให้ Douyin กลายเป็นแอพพลิเคชั่นอันดับ 1 ในด้านความบันเทิงของจีน และเป็นอันดับ 2 ในอุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัลของจีน ซึ่งได้ก้าวแซงหน้า Baidu ไปแล้วเรียบร้อย โดยมียอดดาวน์โหลดเป็นอันดับ 1 และ Douyin หรือ Tiktok ที่หลายๆ คนทั่วโลกต่างรู้จักนั้นเป็นแพลตฟอร์มเดียวกัน แต่ Douyin จะสามารถดาวน์โหลดได้แค่เฉพาะในประเทศจีนเท่านั้น
-
TouTiao
เป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการรวบรวมข่าวสาร ที่ผู้ใช้สามารถอ่านข่าวสารและเรื่องราวต่างๆ ได้ทุกวัน นับว่าเป็นแพลตฟอร์มอัปเดตข่าวสารที่ใหญ่ที่สุดของจีนเลยก็ว่าได้ เพราะมีผู้ใช้งานถึง 120 ล้านคนต่อวัน และกว่า 85% ของผู้ใช้ TouTiao จะเป็นคนวัยหนุ่มสาวที่มีอายุตั้งแต่ 18 – 30 ปี โดยที่ 37.8% จะเป็นฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือเจ้าของบริษัทเอกชน สิ่งนี้ทำให้ TouTiao เป็นแพลตฟอร์มโฆษณาที่เหมาะสำหรับบริษัท B2B มากที่สุด
-
Zhihu
เป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการแบบถามตอบที่ผู้ใช้งานสามารถเขียนคำถาม ให้คำตอบ เผยแพร่ หรือกดหัวใจให้กับคำตอบหรือความเห็นแทนคำขอบคุณ เเละยังชวนผู้ใช้งานคนอื่นมาตอบคำถามได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ Zhihu ยังสามารถโปรไฟล์ที่ดูเป็นมืออาชีพให้สำหรับแบรนด์ได้เป็นอย่างดีได้อีกด้วย
HelloAds จึงมีบริการทำคอนเทนต์และโฆษณา หรือแม้แต่แคมเปญโปรโมตในทั้ง 6 แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่สำคัญต่อการตีตลาดจีนเลย ซึ่งจะได้แก่ Weibo, Baidu, Wechat, Douyin, TouTiao และ Zhihu ที่กล่าวถึงความสำคัญของทั้ง 6 แพลตฟอร์มไปแล้วในข้างต้น
หากใครที่สนใจอยากเริ่มทำการตลาด โดยเฉพาะกับตลาดจีน แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง และต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถาม HelloAds เอเจนซีรับทำการตลาดออนไลน์แบบครบวงจรกันได้เลย
ตารางเปรียบเทียบแพลตฟอร์มจีน — เลือกให้ตรงกับธุรกิจ
สรุปสั้น: ถ้าสินค้าต้องให้คน “เชื่อก่อนซื้อ” ให้เริ่มที่ Xiaohongshu ถ้าต้องการ “ปิดการขายเร็ว” ให้เริ่มที่ Douyin และถ้าต้องการ “ฐานลูกค้าระยะยาว” ให้เริ่มที่ WeChat
| แพลตฟอร์ม | ประเภท | จุดแข็งสำหรับแบรนด์ | เหมาะกับธุรกิจ |
|---|---|---|---|
| Xiaohongshu (RED) | รีวิว + ไลฟ์สไตล์ | ผู้ใช้ค้นหารีวิวจากคนจริงก่อนตัดสินใจซื้อ | ความงาม แฟชั่น ท่องเที่ยว อาหาร |
| Douyin (โต่วอิน) | วิดีโอสั้น + อีคอมเมิร์ซ | ไลฟ์ขายของและปิดการขายจบในแอปเดียว | สินค้าอุปโภคบริโภค ราคาเข้าถึงง่าย |
| แชต + Mini Program | สร้างฐานลูกค้าประจำ ทำ CRM และร้านค้าในแอป | ทุกธุรกิจที่ต้องการความสัมพันธ์ระยะยาว | |
| โซเชียลสาธารณะ | สร้างกระแสและแคมเปญ KOL วงกว้าง | การสร้าง awareness ระดับมวลชน | |
| Baidu | เสิร์ชเอนจิน | เข้าถึงคนที่กำลังค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจ | B2B บริการ สินค้าที่ต้องหาข้อมูลเยอะ |
| Dianping | รีวิวร้านและบริการ | นักท่องเที่ยวจีนใช้หาร้านก่อนเดินทาง | ร้านอาหาร โรงแรม คลินิก ค้าปลีก |
2 แพลตฟอร์มที่ต้องเพิ่มเข้าแผนในปี 2026
Xiaohongshu (เสี่ยวหงชู / RED)
Xiaohongshu กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่ใช้ “ค้นหาก่อนซื้อ” แทนการค้นหาบนเสิร์ชเอนจินแบบเดิม จุดแข็งคือรีวิวจากผู้ใช้จริงที่อ่านแล้วเชื่อได้ แบรนด์ไทยที่ขายสินค้าความงาม แฟชั่น อาหาร หรือบริการท่องเที่ยว ควรมีตัวตนบนแพลตฟอร์มนี้ก่อนแพลตฟอร์มอื่น อ่านวิธีวางกลยุทธ์ได้ที่ กลยุทธ์การตลาด Xiaohongshu สำหรับผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่
Dianping (ต้าจ้งเตี่ยนผิง)
Dianping คือแอปรีวิวร้านอาหารและบริการที่นักท่องเที่ยวจีนใช้ค้นหาร้านก่อนเดินทางมาไทย ธุรกิจหน้าร้านที่รับนักท่องเที่ยวจีนแต่ไม่มีโปรไฟล์บน Dianping เท่ากับหายไปจากการตัดสินใจของลูกค้ากลุ่มนี้ทั้งหมด อ่านรายละเอียดที่ Dianping คืออะไร แอปรีวิวที่คนจีนใช้จริง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตลาดจีน
เริ่มทำการตลาดจีนควรเริ่มจากแพลตฟอร์มไหนก่อน
ให้เลือกจากพฤติกรรมลูกค้าของสินค้าคุณ ไม่ใช่จากขนาดแพลตฟอร์ม สินค้าที่ผู้บริโภคต้องหาข้อมูลรีวิวก่อนซื้อ (ความงาม แฟชั่น ท่องเที่ยว) ให้เริ่มที่ Xiaohongshu สินค้าที่ตัดสินใจซื้อเร็วและราคาไม่สูงให้เริ่มที่ Douyin ส่วนธุรกิจหน้าร้านที่รับนักท่องเที่ยวจีนให้เริ่มที่ Dianping และ WeChat การเริ่มแพลตฟอร์มเดียวให้ดีก่อนแล้วค่อยขยาย ได้ผลกว่าลงทุกแพลตฟอร์มพร้อมกันด้วยงบเท่าเดิม
ขายให้นักท่องเที่ยวจีนในไทย กับส่งออกไปขายในจีน ต่างกันอย่างไร
ต่างกันทั้งแพลตฟอร์มและกฎหมาย การเจาะนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยเน้น Dianping, WeChat และ Xiaohongshu เพื่อให้เขาเจอร้านก่อนและระหว่างเดินทาง ส่วนการส่งออกไปขายในจีนต้องพิจารณาช่องทางอีคอมเมิร์ซ การจดทะเบียนสินค้า และข้อกำหนดนำเข้าเพิ่มเติม ซึ่งมีต้นทุนและระยะเวลาต่างกันมาก แบรนด์ควรตัดสินใจให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าจะเริ่มจากทางไหน
ต้องมีทีมที่พูดภาษาจีนไหม
จำเป็น — แต่ไม่ใช่แค่แปลภาษา คอนเทนต์ที่แปลตรงตัวจากไทยหรืออังกฤษมักไม่ได้ผลกับผู้บริโภคจีน เพราะสไตล์การสื่อสาร มุกตลก และสิ่งที่ถือว่าน่าเชื่อถือต่างกันคนละชุด สิ่งที่ต้องมีคือคนที่เข้าใจทั้งภาษาและวัฒนธรรมผู้บริโภคจีน ไม่ว่าจะเป็นทีมภายในหรือเอเจนซี่ที่มีทีมจีนจริง
ใช้ KOL หรือ KOC แบบไหนดีกว่ากัน
ขึ้นกับเป้าหมาย KOL (Key Opinion Leader) ผู้ติดตามมากเหมาะกับการสร้างการรับรู้ในวงกว้างและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ส่วน KOC (Key Opinion Consumer) ผู้ติดตามน้อยกว่าแต่ใกล้ชิดผู้ติดตามมากกว่า เหมาะกับการสร้างรีวิวจำนวนมากที่อ่านแล้วเหมือนคนธรรมดาใช้จริง แคมเปญที่ได้ผลมักใช้ทั้งสองร่วมกัน โดย KOL สร้างกระแสและ KOC สร้างความเชื่อ อ่านเพิ่มที่ Influencer จีน และ KOL จีนที่แบรนด์ไทยต้องรู้จัก
ใช้งบเท่าไหร่ ใช้เวลานานแค่ไหนถึงเห็นผล
ไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นกับแพลตฟอร์ม จำนวน KOL และขนาดแคมเปญ แต่หลักการที่ใช้ได้จริงคือ กันงบสำหรับทดสอบแพลตฟอร์มเดียว 2-3 เดือนก่อน วัดผลจากข้อมูลจริง แล้วค่อยขยายไปแพลตฟอร์มอื่น การกระจายงบน้อยๆ ไปหลายแพลตฟอร์มพร้อมกันตั้งแต่แรก มักไม่พอให้เห็นผลชัดที่ใดเลย ทั้งนี้ไม่มีใครการันตีผลลัพธ์ในตลาดจีนได้ ใครรับปากตัวเลขแน่นอนตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ควรขอดูวิธีคำนวณก่อน
เกี่ยวกับผู้เขียน
ทีมกลยุทธ์การตลาดจีนของ HelloAds Co., Ltd. เอเจนซี่การตลาดดิจิทัลจดทะเบียนในประเทศไทย ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ดูแลมาแล้วมากกว่า 80 แบรนด์ พร้อมฐานข้อมูล KOL/KOC มากกว่า 10,000 คน ครอบคลุมทั้งตลาดไทยและตลาดจีน ดูบริการการตลาดผ่าน Influencer และ KOLของเรา


