เตรียมพร้อมสู่ปลายปี! มัดรวม 5 กลยุทธ์การตลาดที่เหมาะกับแบรนด์คุณ

ใกล้เข้าสู่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้กันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนเตรียมพร้อมกับแผนการตลาด เพื่อเตรียมสู้กับปลายปีและปีหน้ากันหรือยัง 

แม้ว่าในปัจจุบันนี้จะมีกลยุทธ์มากมายที่หลายแบรนด์ หลายธุรกิจ มักใช้คล้ายๆ กัน แต่ผลลัพธ์ที่แต่ละแบรนด์ได้ออกมานั้นมักจะไม่เหมือนกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการวางแผนการตลาดที่แตกต่างกันนั่นเอง และแน่นอนว่าแบรนด์ที่ทำให้ธุรกิจแตกต่างได้ ก็จะได้เปรียบในวงการ เหมือนดังที่ Anita Roddick ผู้ก่อตั้ง The Body Shop แบรนด์เครื่องสำอางยอดนิยม กล่าวว่า “ไม่ว่าคุณจะทำอะไร จงแตกต่าง นั่นคือคำแนะนำที่แม่ของฉันมอบให้ และฉันไม่สามารถคิดคำแนะนำที่ดีกว่าสำหรับผู้ประกอบการได้ หากคุณแตกต่าง คุณจะโดดเด่น”  

แน่นอนว่า การทำการตลาดไม่ใช่เรื่องของการสร้างความฝัน แต่เป็นเรื่องของการทำให้ความฝันเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะมีความฝันที่เพอร์เฟกต์ หรือความคิดที่ดีเลิศขนาดไหน แต่ถ้าคุณไม่มีแผนการหรือกลยุทธ์ที่ดี ทุกอย่างก็เป็นเพียงจินตนาการเท่านั้น

หากคุณต้องการแผนการที่ชัดเจน คุณจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ในการทำการตลาดที่ช่วยให้คุณรู้ว่าคุณจะไปถึงเป้าหมายของคุณได้อย่างไร เพราะการไม่มีกลยุทธ์ในการทำการตลาด ก็เหมือนกับการขับรถโดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง หรือไม่รู้ถนนที่จะไป เป็นไปได้ว่าคุณอาจถึงจุดหมายปลายทาง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะถึงได้ตรงตามเวลา ต้นทุน หรือผลตอบแทนตามที่เราคาดหวังหรือไม่

ดังนั้น เพื่อให้การทำการตลาดของคุณประสบผลสำเร็จ คุณต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน เห็นชัด เป็นระบบ เป็นขั้นตอน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของคุณนั่นเอง

วันนี้ HelloAds เลยจะมาแนะนำ 5 กลยุทธ์เด็ดที่เราลองแล้วว่าใช้ได้จริงมาให้แบรนด์ต่างๆ ลองนำไปปรับใช้กับธุรกิจของตน แต่หากใครที่ต้องการคำปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ คลิกเลย

 

1. Affiliate Marketing

กลยุทธ์นี้เหมาะกับทุกแบรนด์ทุกธุรกิจเลยจริงๆ ถ้าคุณยังนึกไม่ออกว่ากลยุทธ์นี้เหมาะกับคุณยังไง ลองนึกภาพตามดู หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการดีๆ ที่น่าสนใจอยู่กับมือ จะดีกว่าไหมถ้าคุณมีใครสักคนคอยโปรโมตและขายสินค้าของแบรนด์คุณอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพียงแค่คุณแบ่งค่า Commission ให้เฉพาะตอนที่คนนั้นขายของให้คุณได้ 

ด้วยเหตุนี้ กลยุทธ์ Affiliate Marketing จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะคุณไม่ต้องมีการลงทุนล่วงหน้า หรือบริการจัดการสิ่งต่างๆ รวมไปถึงไม่ต้องใช้เวลาหรือเงินในการโฆษณา และไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันอีกด้วย

โดยกลยุทธ์ Affiliate Marketing นี้มีความคล้ายกับกลยุทธ์ Referral Marketing ในเรื่องของการบอกต่อ แต่สิ่งต่างของสองกลยุทธ์นี้ก็คือ Affiliate Marketing จะต้องเกิดการซื้อขายจริงๆ นั่นเอง

 

2. Influencer Marketing

อย่างที่เป็นที่รู้กันว่ากลยุทธ์ Influencer Marketing คือแผนการตลาดที่ผสมผสานระหว่างกลยุทธ์แบบเก่าและแบบใหม่เข้าด้วยกัน โดยมีอินฟลูเอนเซอร์เป็นผู้โฆษณาสินค้าหรือบริการต่างๆ ของแบรนด์ผ่านแคมเปญการตลาดที่ช่วยส่งเสริมการขายให้กับกลุ่มเป้าหมายได้สำเร็จ 

โดยกลยุทธ์ Influencer Marketing ช่วยในการกระตุ้นแคมเปญการตลาดของแบรนด์ สร้างความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ รวมไปถึงเพิ่มการรับรู้ และกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าหรือบริการได้อย่างง่ายขึ้นเป็นตัว

หากสนใจกลยุทธ์นี้ สามารถเข้าไปอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่

 

3. Social Media Marketing

ปัจจุบันนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, Instagram, Twitter หรือ TikTok เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นสิ่งที่รวบรวมผู้คนมากมายหลายล้านคนเข้ามามีส่วนร่วมกันนั่นเอง สิ่งนี้จึงได้กลายเป็นโอกาสที่ดีของแบรนด์ที่สามารถโปรโมตสินค้าและสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดย Social Media Marketing คือกระบวนการการผลิตและสร้างคอนเทนต์ให้ตรงกับช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อสื่อสารกับลูกค้า และโปรโมตเพิ่มชื่อเสียงของแบรนด์ไปในตัว ในปัจจุบันมีการแข่งขันสูงมาก ทำให้การเสียเงินเพื่อการลงโฆษณาก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน 

ในประเทศไทยนั้น Facebook, Instagram และ Line เป็นแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้เยอะมากที่สุด ส่วน Twitter, LinkedIn และ Tiktok ก็กำลังอยู่ในช่วงเติบโตเช่นกัน เรียกได้ว่าแพลตฟอร์มทั้งหมดนี้เหมาะกับการทำการตลาดออนไลน์เป็นอย่างยิ่ง

หากสนใจกลยุทธ์นี้ สามารถเข้าไปอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่

 

4. Search Marketing

สิ่งหนึ่งที่สำคัญกับการทำการตลาดออนไลน์คือ กลยุทธ์ Search Marketing เพราะกลยุทธ์นี้เป็นการทำการตลาดออนไลน์ผ่านเครื่องมือค้นหาบนอินเตอร์เน็ต หรือเว็บ Search Engine อย่าง Google โดยถ้าคุณสามารถทำให้เว็บไซต์ของแบรนด์ติดอันดับต้นๆ ในหน้าแรกของการค้นหาได้ ก็ยิ่งมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น และยังเพิ่มโอกาสในการคลิกเข้าดูเว็บไซต์ได้มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

ซึ่งการทำ Search Marketing มี 2 รูปแบบด้วยกัน นั่นก็คือ Pay per Click (PPC) หรือ Paid Search ซึ่งเป็นการซื้อพื้นที่โฆษณาบน Search Engine ผ่านการประมูล Keyword และ SEO (Search Engine Optimization) หรือ Organic Search ซึ่งเป็นการปรับแต่งเว็บไซต์และเนื้อหาในเว็บเพื่อให้ได้คะแนนคุณภาพจนทำให้เว็บไซต์ติดอันดับเองโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อพื้นที่โฆษณา

กลยุทธ์ Search Marketing จะช่วยให้แบรนด์คุณสามารถเข้าถึงผู้ใช้ได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังสามารถวัดผลและปรับปรุงกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย สำหรับใครที่สนใจกลยุทธ์นี้ HelloAds มีบริการที่ตอบโจทย์ทั้งการทำ Google Ads และ SEO ใครที่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดีสามารถติดต่อเราได้เลย

 

5. Email Marketing

หลายคนอาจจะมองข้ามกลยุทธ์นี้ เพราะพฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไป แต่แท้จริงแล้วกลยุทธ์ Email Marketing เป็นกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะกับการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าได้โดยตรง

โดยมีข้อมูลเปิดเผยว่า ค่าเฉลี่ยของ Engagement ที่ได้จาก Social Media อยู่ที่ราวๆ 0.58% ในขณะที่ Email Marketing จะมี Open Rate เฉลี่ยอยู่ที่ 22.86% นั่นหมายความว่ากลยุทธ์นี้ยังได้รับความสนใจในกลุ่มผู้บริโภคอยู่นั่นเอง นอกจากนี้ กว่า 60% ของลูกค้าที่กลับมาซื้อสินค้าเป็นกลุ่มคนที่ได้รับอีเมลโปรโมชันต่างๆ จากแบรนด์อีกด้วย

ทั้ง 5 กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจและน่าไปปรับใช้ในแผนการตลาดของแบรนด์ เพราะนอกจากจะช่วยเข้าถึงผู้คนได้แล้วนั้น ยังสามารถกระตุ้นยอดขายได้อีกด้วย หากใครที่สนใจอยากเริ่มทำการตลาด แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง และต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถาม HelloAds เอเจนซีรับทำการตลาดออนไลน์แบบครบวงจรกันได้เลย

ติดต่อขอคำปรึกษาฟรี! ให้เราช่วยธุรกิจของคุณ ให้ลูกค้ารู้จักคุณ

เพิ่มยอดขาย ก้าวสู่การตลาดในโลกออนไลน์ เพราะเรามั่นใจ ว่าเราจะช่วยให้ธุรกิจคุณ เติบโตบนโลกดิจิตอลได้อย่างแท้จริง

Share this post

บทความที่เกี่ยวข้อง